Friday, December 12, 2025

อายุ 86 ปี... แก่เกินไปที่จะผ่าตัดเข่าจริงหรือ? หรือเรากำลังปิดโอกาสความสุขในบั้นปลายชีวิต?

 



อายุ 86 ปี... แก่เกินไปที่จะผ่าตัดเข่าจริงหรือ? หรือเรากำลังปิดโอกาสความสุขในบั้นปลายชีวิต?

"คุณหมอคะ คุณพ่ออายุ 86 ปีแล้ว ท่านบ่นปวดเข่าทุกวัน เดินไปห้องน้ำก็ลำบาก สงสารท่านมากค่ะ แต่พอไปปรึกษาญาติๆ ทุกคนก็เบรกหัวทิ่ม บอกว่า 'อย่าทำเลย แก่ป่านนี้แล้ว เดี๋ยวไม่ฟื้น' สรุปแล้ว อายุขนาดนี้ผ่าได้ไหมคะ หรือต้องทนปวดไปตลอดชีวิต?"

นี่คือคำถามที่ลูกหลานที่มีความกตัญญูหลายคนหนักใจครับ ใจหนึ่งก็ไม่อยากเห็นร่มโพธิ์ร่มไทรของบ้านต้องทนทุกข์ทรมานกับความปวด แต่อีกใจก็กลัวความเสี่ยง กลัวว่าผ่าแล้วจะมีปัญหาแทรกซ้อน เพราะตัวเลข "86" มันดูมากเหลือเกิน

วันนี้หมอเก่งขอมาเปิดอกคุยเรื่องนี้ให้ฟังชัด ๆ ครับ ว่าในทางการแพทย์ปัจจุบัน "ตัวเลขเป็นเพียงมายา สภาพร่างกายสิของจริง" คนอายุ 80-90 ปี ที่เดินปร๋อหลังผ่าตัด มีให้เห็นเยอะแยะไปครับ ถ้าเรามีการเตรียมตัวที่ถูกต้อง


ความจริงข้อที่ 1: เราผ่าตัดที่ "ร่างกาย" ไม่ใช่ที่ "บัตรประชาชน"

หมออยากให้ปรับมุมมองใหม่ครับ เวลาหมอพิจารณาคนไข้ว่าจะผ่าตัดได้ไหม หมอไม่ได้ดูแค่ปี พ.ศ. เกิด แต่หมอจะดูสิ่งที่เรียกว่า "อายุทางสรีรวิทยา" (Physiological Age)

บางคนอายุ 60 ปี แต่สูบบุหรี่จัด เป็นเบาหวานคุมไม่ได้ ไตเสื่อม แบบนี้ความเสี่ยงอาจจะมากกว่าคนอายุ 85 ปี ที่ดูแลตัวเองดี ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง หรือคุมโรคได้ดีเสียอีกครับ

ดังนั้น ถ้าถามหมอว่า "86 ผ่าได้ไหม?" คำตอบคือ "ผ่าได้แน่นอนครับ" ถ้าหัวใจยังดี ปอดยังดี และสภาพร่างกายโดยรวมผ่านเกณฑ์การประเมิน


ทำไมต้องผ่า? อายุขนาดนี้แล้ว ทน ๆ ไปไม่ได้เหรอ?

หลายคนคิดว่า "อยู่มาจนป่านนี้แล้ว อีกไม่กี่ปีก็ไปแล้ว จะเจ็บตัวทำไม"

แต่หมออยากชวนคิดแบบนี้ครับ เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีการแพทย์ดีขึ้น คนเราอายุยืนขึ้นเฉลี่ยเป็น 90-95 ปีกันแล้ว ถ้าคุณยายอายุ 86 ปี แปลว่าท่านอาจจะมีเวลาอยู่กับเราอีก 5-10 ปี

ถามว่า... เราอยากให้ท่านใช้เวลา 10 ปีสุดท้ายของชีวิต แบบ "นอนติดเตียง ร้องโอดโอยด้วยความปวด" หรืออยากให้ท่าน "เดินไปตักบาตร นั่งทานข้าวกับลูกหลาน และยิ้มได้อย่างมีความสุข"?

เป้าหมายของการผ่าตัดเข่าในผู้สูงอายุ ไม่ใช่เพื่อไปวิ่งมาราธอนครับ แต่เพื่อ "คุณภาพชีวิต" (Quality of Life) ให้ท่านช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่เป็นภาระลูกหลาน และมีความสุขทางใจครับ


กุญแจความสำเร็จ: "การเตรียมความพร้อม" คือหัวใจสำคัญ

การผ่าตัดในวัย 86 ปี ย่อมมีความเสี่ยงมากกว่าคนหนุ่มสาวแน่นอนครับ แต่เราสามารถ "ลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด" ได้ ด้วยการเตรียมตัวคนไข้ให้เป๊ะที่สุด (Optimization) ก่อนเข้าห้องผ่าตัด ดังนี้ครับ:

1. ทีมแพทย์ต้องพร้อม (Multidisciplinary Team): ไม่ใช่แค่หมอกระดูกคนเดียวนะครับ แต่ต้องทำงานร่วมกับ "อายุรแพทย์โรคหัวใจ" และ "หมอดมยา" เพื่อประเมินหัวใจและปอดอย่างละเอียด เช็กความฟิตของร่างกาย (Medical Clearance) ถ้าหัวใจแข็งแรงพอ ก็ผ่านด่านแรกได้ครับ

2. คุมโรคประจำตัวให้นิ่ง:

  • เบาหวาน: น้ำตาลสะสม (HbA1c) ไม่ควรสูงเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงแผลติดเชื้อ
  • ความดันโลหิต: ต้องคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ยาละลายลิ่มเลือด: ต้องมีการหยุดยา หรือปรับยาตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัดก่อนผ่าตัด

3. ภาวะซีดและสารอาหาร: ผู้สูงอายุมักจะซีด หรือขาดสารอาหารโดยไม่รู้ตัว หมอจะเจาะเลือดดูค่าความเข้มข้นเลือด และค่าโปรตีน (Albumin) ถ้าต่ำไป ต้องบำรุงด้วยไข่ขาว หรือธาตุเหล็กให้ร่างกายฟื้นฟูก่อนผ่า เพื่อให้แผลหายเร็วและมีแรงเดิน

4. สภาพจิตใจ: กำลังใจจากลูกหลานสำคัญที่สุดครับ บอกท่านว่าเทคโนโลยีเดี๋ยวนี้ไม่น่ากลัว แผลเล็ก เจ็บน้อย และหมอดูแลอย่างใกล้ชิด


เทคนิคการผ่าตัดสำหรับ "วัยเก๋า"

ในคนไข้สูงอายุ หมอจะเน้นเทคนิคที่ "รวดเร็ว แม่นยำ และบอบช้ำน้อยที่สุด" ครับ

  • การระงับความรู้สึก: ส่วนใหญ่เราใช้วิธี "บล็อกหลัง" (Spinal Block) ร่วมกับการฉีดยาชาเฉพาะจุดรอบเข่า แทนการดมยาสลบทั้งตัว ทำให้คนไข้ไม่ต้องเสี่ยงกับผลข้างเคียงต่อสมองหรือปอด ฟื้นตัวไว ไม่มึนงง
  • เดินไว (ERAS: Enhanced Recovery After Surgery): เดี๋ยวนี้เราเน้นให้ลุกเดินภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัดครับ เพื่อป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตัน และป้องกันปอดแฟบ ยิ่งลุกไว ยิ่งแข็งแรงไว

ERAS (อี-ราส) คือ "โปรแกรมฟื้นตัวไว หายเจ็บเร็ว ลุกเดินได้ทันใจ" ครับ

อธิบายง่ายๆ คือ เป็นแนวทางการดูแลคนไข้แบบใหม่ ที่เปลี่ยนจากความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า "ผ่าตัดเสร็จต้องนอนพักนานๆ" มาเป็น "เตรียมพร้อมให้ดี ผ่าตัดให้เจ็บน้อยที่สุด และลุกเดินให้ไวที่สุด" ครับ

หัวใจสำคัญ 3 ข้อ ของ ERAS:

  1. ไม่ต้องอดอาหารนาน: สมัยก่อนต้องอดข้ามวัน แต่ ERAS ให้งดน้ำงดอาหารสั้นลง ร่างกายจึงไม่เพลีย มีแรงฟื้นตัว
  2. ระงับปวดแบบพิเศษ: ใช้ยาแก้ปวดหลายชนิดร่วมกัน หรือการบล็อกหลัง เพื่อให้คนไข้ "ไม่เจ็บ" และ "ไม่มึนงง" จากยาสลบ
  3. ลุกเดินทันที: เป้าหมายคือให้ลุกนั่งหรือเดินภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด ยิ่งขยับไว ลำไส้ก็ทำงานไว เลือดลมเดินดี ไม่เกิดลิ่มเลือดอุดตัน และแผลหายเร็วครับ

สรุป: ERAS ช่วยให้คนไข้ "เจ็บน้อยลง ฟื้นตัวไว กลับบ้านได้เร็ว และปลอดภัยกว่าเดิม" ครับ


การดูแลหลังผ่าตัด: พาคุณตาคุณยายกลับมาเดิน

หลังผ่าตัดเสร็จ ภารกิจยังไม่จบครับ การดูแลที่บ้านสำคัญมาก:

  • กันล้ม: ปรับสภาพบ้านให้ปลอดภัย ไม่มีพื้นต่างระดับ มีราวจับในห้องน้ำ
  • โภชนาการ: เน้นโปรตีนสูง ๆ ให้แผลสมานไว
  • กายภาพบำบัด: ลูกหลานต้องช่วยกระตุ้นให้ท่านขยับข้อเข่า เหยียดให้สุด งอให้ได้ เพื่อไม่ให้ข้อติดยึด

สรุป: ผ่าได้ไหม?

คำตอบคือ "ผ่าได้ครับ และผลลัพธ์มักจะดีเกินคาด"

หมอเคยผ่าตัดให้คนไข้สูงสุดอายุ 90 กว่าปี ท่านก็กลับมาเดินได้ ยิ้มแย้มมีความสุข ขอบคุณหมอที่ช่วยคืนชีวิตให้ท่านอีกครั้ง

ถ้าคุณพ่อคุณแม่สุขภาพโดยรวมยังแข็งแรง (หัวใจดี ปอดดี) เพียงแค่เข่าเสื่อม อย่าปล่อยให้ตัวเลข 86 มาเป็นกำแพงกั้นความสุขครับ พาท่านมาตรวจประเมินความพร้อมก่อน ถ้าผ่านเกณฑ์ ก็ลุยได้เลยครับ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดของคนที่เรารัก


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อสอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ📱 Line ID: @doctorkeng

#ผ่าตัดเข่าผู้สูงอายุ #เข่าเสื่อม #เปลี่ยนข้อเข่าเทียม #อายุ86ผ่าเข่าได้ไหม #เตรียมตัวก่อนผ่าตัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ #ปวดเข่าเรื้อรัง #สังคมผู้สูงวัย #ดูแลพ่อแม่

Thursday, December 11, 2025

เปลี่ยนเข่าเทียมมา 2 ข้างแล้ว... ทำไมยังเดินเป๋? หรือว่าผ่าตัดล้มเหลว? (อ่านก่อนจะหมดกำลังใจ)

 


เปลี่ยนเข่าเทียมมา 2 ข้างแล้ว... ทำไมยังเดินเป๋? หรือว่าผ่าตัดล้มเหลว? (อ่านก่อนจะหมดกำลังใจ)

"หมอครับ แม่ผมผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมาครบ 2 ข้างแล้วครับ ข้างขวาทำปีที่แล้ว ข้างซ้ายเพิ่งทำเมื่อ 6 เดือนก่อน หมอผ่าตัดบอกว่าแผลสวย กระดูกเข้าที่ดีมาก แต่ทำไมทุกวันนี้แม่ยังเดินไม่ค่อยได้ ต้องใช้ Walker ตลอด เดินตัวเกร็งๆ เหมือนคนกลัวล้ม บางทีก็บ่นว่าขาหนัก ยกไม่ขึ้น... ตกลงแม่ผมผ่าตัดไม่ได้ผลเหรอครับ?"

นี่คือคำถามที่ลูกชายของคนไข้ท่านหนึ่งถามหมอด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เพราะความคาดหวังก่อนผ่าตัดคือ "ผ่าแล้วต้องเดินปร๋อ เหมือนได้ขาใหม่" แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นอย่างที่ฝัน

หมอเชื่อว่ามีผู้สูงอายุหลายท่านกำลังเผชิญปัญหานี้ครับ "ผ่าตัดสำเร็จ แต่คนไข้ไม่สำเร็จ" คือกระดูกข้อเข่าดีมาก ไม่มีหินปูนแล้ว ขาตรงแด่ว แต่ทำไมการเดินถึงยังลำบาก?

วันนี้หมอจะพาไปไขความลับที่หมอผ่าตัดอาจจะไม่มีเวลาอธิบายละเอียด ว่าการ "เดินได้ดี" ต้องใช้องค์ประกอบอะไรบ้าง และทำไมแค่ "เปลี่ยนเข่า" ถึงยังไม่พอครับ

ทฤษฎี "รถใหม่... แต่เครื่องเก่า"

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน หมอขอเปรียบเทียบร่างกายคนเราเหมือน "รถยนต์" ครับ

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม คือการเปลี่ยน "ล้อรถและช่วงล่าง" ที่พังเสียหาย ให้กลับมาใหม่เอี่ยม ทรงสวย ศูนย์ล้อตรงเป๊ะ แต่... รถจะวิ่งฉิวได้ มันไม่ได้อยู่ที่ล้ออย่างเดียวครับ มันต้องอาศัย:

  1. เครื่องยนต์: คือ "กล้ามเนื้อต้นขา" (Quadriceps) ที่ต้องมีแรงขับเคลื่อน
  2. คนขับ: คือ "ระบบประสาทและสมอง" ที่ต้องสั่งการได้แม่นยำ มั่นใจ
  3. เชื้อเพลิง: คือ "สารอาหารและโปรตีน" ที่เพียงพอ

ปัญหาส่วนใหญ่ที่เดินไม่ดี ไม่ได้เกิดจาก "ล้อ" (เข่าเทียม) แต่เกิดจาก "เครื่องยนต์" ที่พังมานาน หรือ "คนขับ" ที่ขวัญเสียครับ

เจาะลึก 4 สาเหตุหลัก: ทำไมเข่าดี แต่เดินไม่ดี?

1. ภาวะกล้ามเนื้อลีบสะสม (Disuse Atrophy)

นี่คือสาเหตุอันดับ 1 เลยครับ ก่อนจะตัดสินใจผ่าตัด คนไข้ส่วนใหญ่มักทนปวดเข่ามานานหลายปี

  • ช่วงที่ปวด เราจะเดินน้อยลง ลงน้ำหนักน้อยลง หรือเดินกระเผลก
  • ร่างกายฉลาดครับ พอไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อ มันก็สลายกล้ามเนื้อทิ้ง
  • ผลคือ "เครื่องยนต์เล็กลง"

พอผ่าตัดเปลี่ยนเข่าเสร็จ หายปวดแล้ว แต่ "กล้ามเนื้อไม่ได้กลับมาด้วย" ครับ เปรียบเหมือนเอารถสปอร์ตมาใส่เครื่องมอเตอร์ไซค์ เหยียบคันเร่งเท่าไหร่รถก็ไม่ออกตัว คนไข้จะรู้สึกว่า "ขาหนัก ยกไม่ขึ้น ก้าวไม่ออก" เพราะไม่มีแรงถีบตัวครับ

2. ปัญหาซ่อนเร้นที่ "หลัง" (Spine-Knee Syndrome)

ข้อนี้สำคัญมากและเจอบ่อยในคนวัย 70+ ครับ คือมีความเสื่อมของ "กระดูกสันหลังส่วนเอว" ร่วมด้วย

  • เส้นประสาทที่สั่งงานกล้ามเนื้อขา มันวิ่งมาจากหลังครับ
  • บางคนหลังเสื่อม ทับเส้นประสาทนิดๆ ไม่ถึงกับปวดหลังมาก แต่ทำให้ "ไฟเดินไม่สะดวก"
  • ขาเลยไม่มีแรง ชาๆ หรือทรงตัวไม่ดี ต่อให้เข่าดีแค่ไหน แต่ถ้าไฟจากหลังส่งมาไม่ถึง ขาก็ไม่มีแรงเดินครับ

3. สมองยังจำภาพเดิม (Brain Mapping Error & Fear)

คนไข้เดินเจ็บ เดินกะเผลกมา 10 ปี สมองบันทึกท่าเดินแบบนั้นไปแล้วครับ (Limping Habit)

  • พอเปลี่ยนเข่าแล้ว หายเจ็บแล้ว แต่สมองยังสั่งให้ "เดินโยกตัว" หรือ "เดินเกร็ง" เพราะความเคยชิน
  • บวกกับความ "กลัวล้ม" (Fear of Falling) ทำให้เวลาเดินจะเกร็งขาแข็งทื่อ ไม่ยอมงอเข่า จังหวะการเดินเลยดูขัดๆ ไม่เป็นธรรมชาติ ยิ่งเกร็ง ยิ่งเหนื่อย ยิ่งปวดเมื่อยครับ

4. การยึดติดของพังผืด (Stiffness)

หลังผ่าตัด ถ้าคนไข้กลัวเจ็บ ไม่ค่อยยอมกายภาพบำบัด ไม่ค่อยงอเข่าเหยียดเข่า พังผืดจะมาเกาะรอบๆ ข้อเทียม ทำให้เข่าฝืด งอได้ไม่สุด เหยียดได้ไม่สุด พอองศาการขยับไม่ได้ การเดินก็จะผิดจังหวะครับ

ทางออก: ต้องทำอย่างไรให้กลับมาเดินปร๋อ?

ถ้าหมอตรวจเช็คแล้วว่า ข้อเข่าเทียมแน่นดี ไม่มีการติดเชื้อ (ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง) การจะแก้ปัญหาเดินไม่ดี ต้องแก้ที่ "คน" ครับ

1. "ซ่อมเครื่องยนต์" (สร้างกล้ามเนื้อ)

การเดินเฉยๆ หรือแกว่งแขน ไม่พอที่จะสร้างกล้ามเนื้อครับ ต้องออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน (Resistance Training)

  • ท่านั่งเตะขา (Seated Knee Extension): นั่งเก้าอี้ เตะขาขึ้นตรงๆ เกร็งค้างไว้ 10 วินาที แล้วเอาลง ช้าๆ ทำข้างละ 20-30 ครั้งต่อวัน
  • ท่ายืนเขย่ง: เกาะเก้าอี้ แล้วเขย่งปลายเท้า ขึ้น-ลง เพื่อสร้างกล้ามเนื้อน่อง
  • เคล็ดลับ: ถ้าทำแล้วไม่ปวด ให้เพิ่มถุงทรายถ่วงน้ำหนักที่ข้อเท้า จะช่วยให้กล้ามเนื้อกลับมาไวขึ้น

2. "เติมเชื้อเพลิง" (กินโปรตีนให้ถึง)

ผู้สูงอายุชอบกินแต่ข้าวต้ม ผัก น้ำพริก ทำให้โปรตีนไม่พอสร้างกล้ามเนื้อครับ

  • หลังผ่าตัด ต้องเน้นกิน ไข่ขาว ปลา อกไก่ หรือเวย์โปรตีน
  • ถ้าโปรตีนถึง การกายภาพจะได้ผลไวขึ้นเป็นเท่าตัว

3. "จูนกล่องสมอง" (ฝึกเดินหน้ากระจก)

ต้องล้างโปรแกรมเก่าทิ้งครับ

  • ให้คนไข้ยืนหากระจกบานใหญ่ๆ ดูท่าเดินตัวเอง
  • ฝึกถ่ายน้ำหนัก ซ้าย-ขวา ให้มั่นใจ
  • พยายามเดินให้ "ไหล่ไม่โยก" และ "งอเข่า" ทุกครั้งที่ก้าว
  • บอกตัวเองเสมอว่า "เข่าดีแล้ว ไม่เจ็บแล้ว ลงน้ำหนักได้เต็มที่"

4. เช็ค "หลัง" อย่างละเอียด

ถ้าทำกายภาพมา 3-6 เดือนแล้ว กล้ามเนื้อขายังลีบ หรือมีอาการชา ขาอ่อนแรงชัดเจน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเอกซเรย์ดูกระดูกสันหลังครับ บางครั้งอาจต้องรักษาหลังควบคู่กันไป อาการเดินถึงจะดีขึ้น

สรุป: ต้องใช้เวลานานแค่ไหน?

การผ่าตัดเปลี่ยนเข่า ใช้เวลาผ่าแค่ 2 ชั่วโมง แต่การฟื้นฟูให้เดินได้คล่องแคล่ว อาจใช้เวลา 3 - 6 เดือน หรือบางคนเป็นปีครับ ขึ้นอยู่กับ "ต้นทุนเดิม" ของกล้ามเนื้อ

สิ่งที่หมออยากบอกลูกหลาน

อย่าเพิ่งดุคุณพ่อคุณแม่ว่า "ทำไมไม่เดิน" "ขี้เกียจหรือเปล่า" เพราะท่านอาจจะกำลังสู้กับความกลัว หรือความอ่อนแรงที่ท่านเองก็ควบคุมไม่ได้

สิ่งที่ท่านต้องการคือ "ความมั่นใจ" และ "วินัยในการกายภาพ" ลองเปลี่ยนจากคำบ่น เป็นการชวนท่านบริหารขา เติมไข่ต้มให้ท่านกิน และพาเดินสั้นๆ บ่อยๆ

จำไว้นะครับ... "เข่าเทียม คือโอกาส แต่การกายภาพ คือความสำเร็จ" ถ้าเข่าดีแล้ว ส่วนที่เหลือเราสร้างเองได้ครับ สู้ๆ ครับ!


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng

#เปลี่ยนข้อเข่าเทียม #ผ่าตัดเข่าแล้วเดินไม่ได้ #กล้ามเนื้อลีบ #กายภาพบำบัดเข่า #ผู้สูงอายุเดินเซ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดหลังร้าวลงขา #เข่าเสื่อม #ฟื้นฟูหลังผ่าตัด #เดินลำบาก

Friday, December 5, 2025

ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมยุคใหม่ ปวดน้อย ฟื้นตัวไว ด้วยเทคนิค ERAS และบล็อกเส้นประสาทแบบเฉพาะจุด


ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมยุคใหม่ ปวดน้อย ฟื้นตัวไว ด้วยเทคนิค ERAS และบล็อกเส้นประสาทแบบเฉพาะจุด

หลายคนยังมีภาพจำว่า “ผ่าตัดข้อเข่าเทียมต้องเจ็บมาก ต้องนอนโรงพยาบาลหลายวัน และฟื้นตัวช้า” จึงกลัวและเลื่อนการรักษาออกไป ทั้งที่ในปัจจุบัน การแพทย์ได้พัฒนาอย่างมาก ทำให้ผู้ป่วยปวดน้อยลง ฟื้นตัวเร็วขึ้น เดินได้เร็ว และคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังผ่าตัด

หัวใจสำคัญอยู่ที่ เทคนิค ERAS และ การบล็อกเส้นประสาทแบบ Abductor Canal / Femoral Nerve Block ซึ่งช่วยลดความเจ็บและเร่งการฟื้นตัวอย่างปลอดภัย

บทความนี้ตั้งใจอธิบายแบบง่าย ๆ ให้ประชาชนเข้าใจว่าเทคนิคเหล่านี้คืออะไร ทำไมถึงช่วยให้หายปวดเร็ว และเหมาะกับใคร

ตัวอย่างผู้ป่วย (สมมติชื่อ)

คุณศรัญญา อายุ 70 ปี ข้อเข่าเสื่อมรุนแรง เดินได้เพียงไม่กี่นาที ปวดมากแม้พัก ทุกวิธีที่ไม่ผ่าตัดใช้มาหมดแล้ว จึงตัดสินใจผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม แต่ยังกลัวความเจ็บหลังผ่ามากที่สุด

แพทย์อธิบายว่าจะใช้ เทคนิค ERAS ร่วมกับ การบล็อกเส้นประสาทแบบ Abductor Canal Nerve Block เพื่อช่วยลดปวด หลังผ่าตัดเพียง 6 ชั่วโมง คุณศรัญญาสามารถนั่งได้ วันถัดมาก็เริ่มเดินด้วยอุปกรณ์พยุง และอาการปวดน้อยกว่าที่คาดคิดมาก

ภายใน 2 สัปดาห์ เดินในบ้านได้อย่างมั่นใจ และสามารถทำกายภาพต่อเนื่องได้ดี

ERAS คืออะไร? ทำไมช่วยให้ฟื้นตัวเร็ว

ERAS (Enhanced Recovery After Surgery) คือแนวทางการดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจร ตั้งแต่ก่อนผ่าตัด ระหว่างผ่าตัด และหลังผ่าตัด เพื่อให้ผู้ป่วยเจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว และลดภาวะแทรกซ้อน

อธิบายง่าย ๆ คือ “การซัพพอร์ตผู้ป่วยรอบด้าน” ด้วยหลัก 3 อย่าง:

1) ลดความเครียดของร่างกายก่อนผ่า

  • ให้คำแนะนำชัดเจน
  • ควบคุมโรคประจำตัวให้คงที่
  • เสริมสร้างกำลังกายก่อนผ่า (Prehab)

2) ใช้เทคนิคผ่าตัดที่บาดเจ็บเนื้อเยื่อน้อยลง

  • ออกแบบแผลผ่าตัดเล็กลง
  • ลดการเสียเลือด
  • ใช้เครื่องมือทันสมัย ช่วยให้ผิวกระดูกเรียบและใส่ข้อเข่าเทียมได้แม่นยำ

3) ควบคุมความเจ็บปวดแบบหลายทาง (Multimodal pain control)

รวมถึงการใช้ บล็อกเส้นประสาท, ยาชาเฉพาะจุด และการให้ยาที่เหมาะสม เพื่อลดการใช้มอร์ฟีน

ผลลัพธ์คือ

  • ปวดน้อยกว่าเดิมมาก
  • ฟื้นตัวไว เดินเร็ว
  • พักโรงพยาบาลสั้นลง
  • ลดความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตัน เพราะลุกเดินเร็ว

Abductor Canal / Femoral Nerve Block คืออะไร?

เป็นการ “บล็อกเส้นประสาทเฉพาะตำแหน่ง” ที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกปวดที่เข่า โดยแพทย์จะใช้ อัลตราซาวด์ เพื่อมองเห็นเส้นประสาทอย่างชัดเจน แล้วฉีดยาชาตรงจุด ทำให้ยาชาออกฤทธิ์แม่นยำและปลอดภัย

ทำไมจึงช่วยลดปวดหลังผ่าตัดได้ดี?

  • บล็อกเส้นประสาทที่ส่งความรู้สึกเจ็บจากแผลผ่าตัด
  • ลดการใช้ยาแก้ปวดแรง ๆ เช่น มอร์ฟีน
  • ทำให้ผู้ป่วยยังขยับขาได้ ไม่ใช่การบล็อกจนขาอ่อนแรง

สรุปให้เห็นภาพง่าย ๆ:

  • Femoral nerve block → ลดปวดด้านหน้าเข่าได้ดี
  • Abductor canal block → ลดปวดอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังคงแรงกล้ามเนื้อ ทำให้เดินเร็วขึ้น

นี่คือเหตุผลที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่รู้สึกสบายหลังผ่าตัดและทำกายภาพได้ดีตั้งแต่วันแรก

ผลลัพธ์ของการใช้ ERAS + Nerve Block ในการผ่าตัดข้อเข่าเทียม

ผู้ป่วยจะได้ประโยชน์หลายด้าน เช่น

  • ปวดน้อยมากหลังผ่าตัด
  • นั่งได้ในวันเดียวกัน
  • เดินด้วยเครื่องพยุงได้ภายใน 24 ชั่วโมง
  • ฟื้นตัวเร็ว ทำกายภาพได้ดี
  • ลดโอกาสเกิดลิ่มเลือด เพราะลุกเดินเร็ว
  • ลดการใช้ยามอร์ฟีนและผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ ง่วงมาก
  • พักโรงพยาบาลสั้นลง

หลายคนประหลาดใจว่า “เจ็บน้อยกว่าที่คิดมาก” เพราะเทคโนโลยีช่วยให้การผ่าตัดง่ายขึ้นและเจ็บน้อยลง

ใครบ้างที่เหมาะกับการผ่าตัดข้อเข่าเทียมร่วมกับเทคนิคเหล่านี้?

  • ผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมรุนแรง เดินลำบากมาก
  • รักษาแบบไม่ผ่าตัดเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้น
  • เข่าโก่งหรือเบี้ยวจนเดินผิดรูป
  • ปวดมากจนกระทบชีวิตประจำวัน

เทคนิค ERAS และ nerve block สามารถใช้ได้กับผู้ป่วยส่วนใหญ่ ทำให้ผลลัพธ์โดยรวมดีขึ้นชัดเจน

เตรียมตัวก่อนผ่าตัดเพื่อให้ฟื้นตัวไวที่สุด

  • ออกกำลังเสริมกล้ามเนื้อหน้าขาและสะโพกล่วงหน้า
  • ควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน
  • ปรับบ้านให้ปลอดภัย เช่น มีราวจับ เก้าอี้นั่งสูง
  • ทำใจให้พร้อมและเข้าใจขั้นตอนฟื้นฟู

การเตรียมตัวดี = ฟื้นตัวเร็ว

หลังผ่าตัดต้องทำอะไรบ้าง?

  • ทำกายภาพตามโปรแกรม ERAS
  • เดินด้วยอุปกรณ์พยุงตั้งแต่วันแรก
  • ขยับเข่าเพื่อป้องกันข้อยึด
  • ดูแลแผลผ่าตัดอย่างถูกวิธี

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ฟื้นตัวได้ดีมากใน 4–6 สัปดาห์แรก

สรุป

การผ่าตัดข้อเข่าเทียมยุคใหม่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดอีกต่อไป เพราะมีเทคโนโลยีช่วยลดปวดและฟื้นตัวไว ทั้ง ERASAbductor Canal Block, และ Femoral Nerve Block ทำให้คนไข้สามารถกลับมาเดินได้เร็ว ใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติในเวลาไม่นาน

หากอาการข้อเข่าเสื่อมรบกวนชีวิตจนรักษาแบบไม่ผ่าตัดไม่ได้ผล การผ่าตัดในปัจจุบันเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและให้ผลลัพธ์ที่ดีมาก

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ข้อเข่าเสื่อม #ผ่าตัดข้อเข่าเทียม #ERAS #บล็อกเส้นประสาท #ฟื้นตัวไว #หมอเก่งกระดูกและข้อ


การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เหมาะกับใคร? ต้องเตรียมตัวยังไง?

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เหมาะกับใคร? ต้องเตรียมตัวยังไง?

หลายคนที่ปวดเข่ามานานมักกลัวคำว่า “ผ่าตัดข้อเข่าเทียม” เพราะคิดว่าเป็นการผ่าตัดใหญ่และพักฟื้นนาน ความจริงคือเทคโนโลยีการผ่าตัดปัจจุบันพัฒนาไปมาก ปลอดภัยขึ้น ฟื้นตัวเร็วขึ้น และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเดินได้ดีอย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะในผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมรุนแรงจนการรักษาแบบไม่ผ่าตัดไม่ได้ผลแล้ว

บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าใครบ้างเหมาะกับการผ่าตัด วิธีเตรียมตัว และภาพรวมของการฟื้นฟูหลังผ่าตัดในภาษาที่อ่านง่าย

ตัวอย่างผู้ป่วย

คุณอัญชลี อายุ 68 ปี ปวดเข่ามาเกือบ 8 ปี ใช้วิธีรักษาแทบทุกอย่างแล้ว ทั้งกายภาพบำบัด ฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อ เข้าคอร์สออกกำลังกาย แต่ยังเดินได้ไม่เกิน 5 นาที ต้องหยุดพัก และเข่าโก่งมากจนเดินผิดรูป

เมื่อเอกซเรย์พบว่าช่องข้อเข่าแคบเกือบหมด ผิวข้อสึกจนกระดูกเสียดสีกัน แพทย์แนะนำการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม หลังผ่าตัด 6 สัปดาห์ เธอเดินได้คล่อง นั่ง-ลุกง่าย ใช้ชีวิตได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า เมื่อการรักษาแบบไม่ผ่าตัดถึงขีดจำกัด การผ่าตัดคือทางเลือกที่ช่วยคืนคุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง

ข้อเข่าเสื่อมรุนแรงคืออะไร?

ผิวข้อเข่าปกติจะลื่นเหมือนยางรองพื้น เมื่ออายุมากขึ้นหรือลงน้ำหนักผิดรูปนาน ๆ ผิวข้อจะสึกเหมือนพื้นถนนที่แตกจนเห็นพื้นปูนด้านล่าง เมื่อสึกมากขึ้น

  • ข้อฝืด
  • ปวดเวลาเดิน
  • เดินน้อยลงเรื่อย ๆ
  • เข่าโก่งหรือเบี้ยว

เมื่อผิวข้อสึกจนเกือบหมด การรักษาแบบไม่ผ่าตัดมักไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้ การผ่าตัดจึงเข้ามามีบทบาท

การผ่าตัดข้อเข่าเทียมคืออะไร?

คือการผ่าตัดเอาผิวข้อที่สึกจนหมดออกและแทนที่ด้วยวัสดุพิเศษ เช่น โลหะและพลาสติกคุณภาพสูง ทำหน้าที่เหมือนผิวข้อใหม่ที่เรียบ ลื่น และไม่เจ็บเวลาเดิน

เป็นการสร้างพื้นข้อใหม่ให้เดินได้คล่องขึ้นและลดอาการปวดเรื้อรัง

ใครบ้างที่เหมาะกับการผ่าตัดข้อเข่าเทียม?

หากมีอาการต่อไปนี้ 3 ข้อขึ้นไป แสดงว่าอาจเหมาะกับการผ่าตัด:

  • ปวดมากจนรบกวนชีวิตประจำวัน
  • เดินได้ระยะสั้นมาก เช่น น้อยกว่า 5–10 นาที
  • เข่าโก่งหรือเบี้ยวชัดเจน
  • ข้อเข่าฝืดมาก ลุกนั่งลำบาก
  • รักษาแบบไม่ผ่าตัดเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้น
  • เอกซเรย์พบว่าช่องข้อเข่าแคบลงมากหรือผิวข้อสึกหมด

ผู้ป่วยจำนวนมากผัดผ่อนการผ่าตัดจนเดินแทบไม่ได้ ทั้งที่ผลลัพธ์จะดีกว่ามากถ้าผ่าตัดเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

การตรวจวินิจฉัยก่อนผ่าตัด

1) ตรวจร่างกายโดยแพทย์เฉพาะทาง

ประเมินการเดิน การลงน้ำหนัก การเคลื่อนไหวของข้อเข่า และแนวกระดูกว่าโก่งหรือเบี้ยวแค่ไหน

2) เอกซเรย์ข้อเข่า

เห็นระดับการเสื่อมของข้อ ความโก่งเบี้ยว และความสูงของช่องข้อ

3) เอ็มอาร์ไอ (เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า)

จำเป็นในบางรายที่สงสัยปัญหาเอ็นหรือหมอนรองเข่าร่วมด้วย

4) ตรวจเลือดและประเมินสุขภาพ

ดูความพร้อมของร่างกาย เช่น เบาหวาน ความดัน ไต หัวใจ เพื่อความปลอดภัยในการผ่าตัด

วิธีเตรียมตัวก่อนผ่าตัด (สำคัญมาก)

1) ออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อล่วงหน้า

ยิ่งกล้ามเนื้อแข็งแรง ฟื้นตัวหลังผ่าตัดยิ่งดี

  • เกร็งหน้าขา
  • ยกขาตรง
  • เดินบนพื้นราบ

2) ควบคุมโรคประจำตัวให้คงที่

โดยเฉพาะเบาหวานและความดันโลหิต

3) เตรียมบ้านให้ปลอดภัย

  • เก็บของเกะกะ
  • เตรียมเก้าอี้นั่งสูง
  • เตรียมราวจับในห้องน้ำถ้าเป็นไปได้

4) ปรึกษาเรื่องยาที่ต้องหยุดก่อนผ่าตัด

เช่น ยาละลายลิ่มเลือดบางชนิด

5) เตรียมใจและครอบครัวสำหรับการฟื้นตัว

ส่วนใหญ่เดินลงน้ำหนักได้ภายใน 1 วันหลังผ่าตัด แต่ต้องทำกายภาพต่อเนื่อง 4–6 สัปดาห์

ระหว่างผ่าตัดเกิดอะไรขึ้น?

แพทย์จะเอาผิวข้อที่เสียออก แล้วใส่ข้อเข่าเทียมเข้าแทนที่ ใช้เวลาประมาณ 1–2 ชั่วโมง หลังผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถเริ่มเดินได้เร็วภายใน 24 ชั่วโมง ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนและฟื้นตัวเร็วขึ้น

หลังผ่าตัดต้องทำอะไรบ้าง?

1) ทำกายภาพทันที

เพื่อให้ข้อเข่าเคลื่อนไหวได้เร็ว ลดการติดแข็งของข้อ และเสริมกล้ามเนื้อ

2) เดินด้วยอุปกรณ์พยุง เช่น ไม้ค้ำหรือวอล์กเกอร์

โดยทั่วไป 2–4 สัปดาห์จะเริ่มเดินได้มั่นคงขึ้น

3) ดูแลแผลผ่าตัด

ทำความสะอาดตามคำแนะนำ สังเกตอาการแดง บวม ร้อน

4) ควบคุมน้ำหนัก

ข้อเข่าเทียมจะอยู่ได้นานขึ้น หากน้ำหนักตัวเหมาะสม

โดยทั่วไป ผู้ป่วยสามารถกลับมาทำกิจวัตรเบา ๆ ได้ภายใน 4–6 สัปดาห์ และออกกำลังกายบางชนิดได้ภายใน 3 เดือน

ผลลัพธ์และพยากรณ์โรค

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ หายปวดได้อย่างมาก สามารถเดิน นั่ง ลุก และทำกิจกรรมได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน ข้อเข่าเทียมสมัยใหม่มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 15–20 ปี หรือมากกว่า หากดูแลดี

ผลลัพธ์จะดียิ่งขึ้น หากผ่าตัดในเวลาที่เหมาะสม ไม่รอจนเข่าโก่งหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงมากเกินไป

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น (แม้จะพบน้อย)

  • การติดเชื้อของแผลผ่าตัด
  • ลิ่มเลือดอุดตันที่ขา
  • ข้อเข่าเทียมหลวมเมื่อใช้ไปหลายปี
  • อาการเจ็บรอบ ๆ ข้อเข่าในช่วงฟื้นตัว

การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้มาก

วิธีดูแลตัวเองหลังผ่าตัดเพื่อยืดอายุข้อเข่าเทียม

  • ออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อสม่ำเสมอ
  • ควบคุมน้ำหนัก
  • หลีกเลี่ยงการกระแทกรุนแรง เช่น กระโดด วิ่งลงเขา
  • ใช้รองเท้านุ่มซับแรงกระแทกดี

สรุป

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเป็นวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพมากสำหรับผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมรุนแรงจนรบกวนชีวิตประจำวัน แม้จะเป็นการผ่าตัดใหญ่ แต่เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้ปลอดภัย ฟื้นตัวเร็ว และคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างชัดเจน หากถึงเวลาที่ควรผ่าตัด การตัดสินใจไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด และอาจเป็นก้าวสำคัญสู่การกลับมาใช้ชีวิตอย่างคล่องตัวอีกครั้ง

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ข้อเข่าเสื่อม #ผ่าตัดข้อเข่าเทียม #ปวดเข่า #ข้อเข่าเสื่อมรุนแรง #หมอเก่งกระดูกและข้อ

Saturday, August 2, 2014

เข่าโก่งผิดรูป รักษาได้ ไม่ทรมานอีกต่อไป

เข่าโก่งผิดรูป รักษาได้ ไม่ทรมานอีกต่อไป














เข่าโก่งเข่าฉิ่ง นับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งในสังคมไทย สาเหตุหลักส่วนใหญ่เกิดเนื่องมาจากการเสื่อมของกระดูกและข้อของร่างกายโดยเฉพาะที่ตำแหน่งบริเวณข้อเข่า สาเหตุที่ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมส่วนใหญ่ปล่อยให้เกิดอาการจนเกิดการผิดรูปของข้อเข่าเพราะความกลัวต่อการผ่าตัดรักษา กลัวว่าหลังการผ่าตัดแล้วจะเดินไม่ได้ บางครั้งได้ยินมาจากเพื่อนบ้านว่าอย่าไปผ่าตัดแก้ไขเลยเดี๋ยวผ่าเสร็จกลับมาก็เดินไม่ได้ ส่วนใหญ่โรคข้อเข่าเสื่อม ถ้านั่งอยู่ไม่ได้เดินลงน้ำหนักผู้ป่วยมักจะไม่มีความเจ็บปวด อาการปวดส่วนใหญ่มักจะเกิดในช่วงขณะที่เดิน ถ้าขาโก่งมากๆจะทำให้ผู้ป่วยเดินลำบาก เดินเซมีโอกาสหกล้มได้บ่อยขึ้นเพราะสมดุลการทรงตัวของร่างกายเสียไป ทำให้มีโอกาสเกิดกระดูกสะโพกหักจากการล้มเพิ่มมากขึ้น
สำหรับโรคข้อเข่าเสื่อมในระยะเบื้องต้นนั้นสามารถให้การรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หลีกเลี่ยงการนั่งคุกเข่า ขัดสมาธิ พับเพียบ การลดน้ำหนักของร่างกายอย่างน้อยประมาณร้อยละ 5 ของน้ำหนักปัจจุบัน การหลีกเลี่ยงการยกของหนัก รวมทั้งการใช้ยาลดปวด ยาลดอักเสบ การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อเข่าเพื่อลดการอักเสบ และอาการปวด ซึ่งได้ผลดีในโรคข้อเข่าเสื่อมระยะเบื้อต้น ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมานานจนทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดตลอดเวลาในขณะที่เดินลงน้ำหนัก หรือเดินขึ้นบันได ร่วมกับอาการของข้อเข่าที่ผิดรูป มีข้อเข่าโก่ง หรือข้อเข่าฉิ่งมาก จนมีผลต่อการเดิน และสมดุลของร่างกาย และเป็นสาเหคุหลักอย่างหนึ่งของอาการปวดหลัง ร่วมกับอาการปวดร้าวลงสะโพก หรือต้นขา เพราะการที่ผู้ป่วยมีขาโก่งมากๆ ทำให้เวลาเดินผู้ป่วยจะเดินตัวอียง ยิ่งทำให้กระดูกสันหลังมีการเสื่อมมากกว่าปกติ จึงทำให้เกิดการอักเสบของข้อต่อบริเวณกระดูกสันหลัง ในบางครั้งทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทร่วมด้วยจึงมีอาการปวดร้าวลงสะโพก และขา เมื่อมีอาการปวดเข่า และขาโก่งผิดรูปมากแล้ว การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมนับว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อแก้ไขความผิดปกติ
ในปัจจุบันการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัดนั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่เข้าใจ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม คือการผ่าตัดเอาส่วนของผิวกระดูกบริเวณข้อเข่าที่ไม่ดีออก รวมทั้งกระดูกงอกส่วนเกินที่เกิดจากกระบวนการเสื่อม มีการตัดแต่งกระดูกเพื่อแก้ไขความผิดปกติที่เกิดขึ้น แล้วใช้วัสดุโลหะข้อเข่าเทียมครอบกระดูกในส่วนที่ตัดแต่งแล้ว วัตถุประสงค์ในการผ่าตัดรักษาข้อเข่าเสื่อมเพื่อให้ผู้ป่วยมีข้อเข่าที่สามารถกลับมาใช้งานได้เหมือนปกติ แก้ไขการผิดรูปของข้อเข่า และที่สำคัญคือแก้ปัญหาเรื่องอาการปวดข้อเข่าเรื้อรัง ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น สามารถเคลื่อนไหวและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นสุข  นอกจากนี้ยังทำให้ผู้ป่วยเดินได้เป็นปกติ ไม่เซ ลดความเสี่ยงต่อการล้มที่จะเป็นสาเหตุของกระดูกสะโพกหัก  และข้อเข่าเทียมที่ใช้ในผู้ป่วยให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานตลอดไป
เนื่องจากการพัฒนาทั้งในเรื่องของ การดูแลเรื่องอาการปวดหลังผ่าตัดโดยแพทย์วิสัญญีที่จะช่วยควบคุมอาการปวดหลังผ่าตัดโดยการวางสายเพื่อให้ยาชาและยาแก้ปวดไว้ที่ตำแหน่งช่องว่างในโพรงกระดูกสันหลัง  หรือในตำแหน่งของเส้นประสาทที่บริเวณต้นขา เพื่อให้มีการปลดปล่อยยาชาและยาแก้ปวดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมอาการปวดหลังผ่าตัด ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยไม่มีอาการปวด และสามารถเคลื่อนไหวข้อเข่าข้างที่ผ่าตัดได้เร็วยิ่งขึ้น และสามารถเดินลงน้ำหนักได้ภายใน 2 วันหลังการผ่าตัด ทำให้ผลการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยวิธีการผ่าตัดได้ผลเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก และลดความทุกข์ทรมานจากอาการปวดให้แก่ผู้ป่วยเป็นอย่างดี นอกจากนี้วิธีการนี้ยังช่วยลดผลข้างเคียงจากการให้ยาแก้ปวดมอร์ฟีนเข้าทางเส้นเลือดที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะได้มาก
สำหรับเทคนิคการผ่าตัดนั้นขนาดของแผลผ่าตัดไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อการลดอาการปวดของผู้ป่วยหลังผ่าตัด ในบางครั้งการผ่าตัดด้วยขนาดแผลที่เล็กมาก จะทำให้มีการดึงรั้งของแผลมากยิ่งขึ้น ทำให้เนื้อเยื่ออ่อนรอบๆบริเวณที่ผ่าตัดมีการบาดเจ็บมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดมากหลังการผ่าตัด การผ่าตัดด้วยแผลปกติจะช่วยให้แพทย์ผู้ผ่าตัดสามารถแก้ไขการผิดรูปของข้อเข่า และวางตำแหน่งของข้อเทียมได้ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น
การพัฒนาเครื่องมืออุปกรณ์ของข้อเข่าเทียมที่เหมาะสมกับบุคคลและความคงทนของอุปกรณ์ข้อเข่าเทียมที่ใช้ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาให้มีอายุการใช้งานที่นานขึ้น  มีการพัฒนาวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทดแทนกระดูกส่วนที่เสื่อม  ในการทดลองในห้องทดลองพบว่าถ้าลดแรงเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสของข้อเข่าเทียมได้มากเท่าไหร่ ก็จะช่วยทำให้การใช้งานของข้อเข่าเทียมมีอายุการใช้งานได้ยาวนานขึ้นกว่าปกติ อย่างไรก็ตามอายุการใช้งานของข้อเข่าเทียมนั้นยังขึ้นกับเทคนิคของการผ่าตัด และประสบการณ์ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การตัดแต่งกระดูในการวางตำแหน่งของข้อเข่าเทียมได้ถูกต้องเหมาะสมด้วย





ในวันนี้ผมขอยกตัวอย่างผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมทั้ง 2  ข้างที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดข้อเข่า เดินลำบาก ข้อเข้าผิดรูป เดินเซและหกล้มได้ง่ายซึ่งทำให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตอย่างลำบากเป็นระยะเวลานานถึง 2 ปี     ผู้ป่วยมีอาชีพรับราชการ ตำรวจ ทนทุกข์ทรมานจากอาการปวดเข่ามานาน ผู้ป่วยให้ประวัติว่า “เคยเจ็บเข่าจากอุบัติเหตุเล่นฟุตบอล จากนั้นก็เจ็บเข่าเป็นๆหายๆเรื่อยมา ในระยะสองปีมานี้อาการปวดเพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ คนรอบข้างเริ่มทักโดยเฉพาะคุณแม่บอกว่าเดินไม่สวย เดินแปลกๆ เดินขาไม่ตรง เราก็ไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ จนมีอาการเจ็บมากจนทนไม่ไหว มาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล แพทย์ได้ส่งตรวจทำการเอกซเรย์ เห็นได้ชัดเจนว่ากระดูกเข่าของเราชิดเข้าด้านในท่ายืนตรง แพทย์ได้แนะนำให้รักษาโดยการผ่าตัด ตอนแรกรู้สึกกังวล แต่เห็นกระดูกเข่าของตนเองจากภาพถ่ายรังสีแล้วก็คิดว่า ถ้าปล่อยทิ้งไว้เข่าก็จะต้องชิดเข้ามากเรื่อยๆ ยังไงก็ต้องผ่าอยู่ดี และคิดว่าการเข้ารับการผ่าครั้งนี้ต้องเจ็บ ต้องปวดและใช้เวลาพักฟื้นนานแน่ๆ มีความกังวลว่ากระบวนการรักษา การผ่าตัดมันเป็นอย่างไร แพทย์จะทำอะไรกับเรามั่ง แต่หลังจากการได้คุยและได้รับคำแนะนำจากแพทย์ที่จะทำการผ่าตัด พร้อมกับเข้าไปศึกษาถึงวิธีการรักษา การปฏิบัติตัวและตัวอย่างประวัติการรักษาจากผู้ป่วยที่เคยรับการผ่าตัดรักษาเปลี่ยนข้อเข่าเทียมแล้ว  ได้คลายความกังวลลงมาบ้าง หลังจากรับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมแล้วไม่ได้เจ็บปวดอย่างที่คิดไว้ สองวันแรกหลังผ่าไม่ปวดเลย และเริ่มไปทำกายภาพ หัดเดินด้วยไม้สี่ขา หัดเหยียดเข่างอเข่า ประมาณวันที่สี่เริ่มมีอาการระบม ปวดแพทย์ได้ให้ยาแก้ปวด อาการปวดทุเลาลง ไปทำกายภาพต่อได้สบาย มาตอนนี้หลังผ่าประมาณยี่สิบวัน รู้สึกดีมาก แผลแห้งดี งอเหยียดเข่าได้เต็มที่ ยืนขาตรง เดินตรง เหมือนกับได้ชีวิตใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง”  สำหรับผู้ป่วยรายนี้ เนื่องจากเข่าของผู้ป่วยมีอาการผิดรูปทั้ง 2 ข้าง ทำให้ไม่สามารถเดินได้เป็นปกติ หลังจากที่ผมได้พูดคุยและอธิบายถึงข้อดีและความเสี่ยงจากการผ่าตัดเช่น โอกาสของการติดเชื้อ การเกิดลิ่มเลือดอุดกั้นในเส้นเลือดดำ การควบคุมอาการปวดหลังการผ่าตัด ก็ได้พิจารณารักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมพร้อมกันทั้ง 2 ข้างให้กับผู้ป่วย หลังการผ่าตัดได้มีการให้ยาระงับปวดด้วยการวางสายเพื่อให้ยาลดอาการปวดที่โพรงประสาทในส่วนกระดูกสันหลัง ซึ่งผลการผ่าตัดทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้คือ ลดอาการปวดข้อเข่าให้กับผู้ป่วย  แก้ไขความผิดรูปของข้อเข่าทั้ง 2 ข้าง ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาเดินได้อย่างปกติ ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นเป็นอย่างมาก 
สำหรับการปฏิบัติตนหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้แก่ การทำกายภาพบำบัด เพื่อให้ข้อเข่าสามารถเหยียดได้ตรง และงอข้อเข่าได้เพิ่มมากขึ้น  การฝึกเดิน และการควบคุมอาการปวดหลังผ่าตัด ซึ่งส่วนใหญ่ยังอาจมีความจำเป็นที่ต้องได้รับยาแก้ปวดหลังการผ่าตัดประมาณ   1 – 3  เดือนแรกหลังการผ่าตัด หลังจากนั้นก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาแก้ปวด  สามารถขับรถได้หลังการผ่าตัดเมื่อผู้ป่วยสามารถควบคุมการทำงานของข้อเข่าได้ดี และไม่มีอาการปวดข้อเข่าแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็ประมาณ  3 เดือนหลังการผ่าตัด ในกรณีที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องไปทำหัตถการเกี่ยวกับทันตกรรม  ผู้ป่วยจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดเพื่อที่จะรับยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากการทำหัตถการที่ฟันมายังที่บริเวณข้อเข่าข้างที่ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ชีวิตมีความสุขอีกครั้งหลังการผ่าตัดครับ


















ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์  ภาควิชาออร์โทปิดิกส์  คณะแพทยศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com , 
www.taninnit.com ,
Facebook: Dr.Keng หมอเก่ง
 line ID search : keng3407